กำจัดกลิ่นหนูตาย ด้วยวิธีง่ายๆ

ผมกับพี่โชติ มณีน้อย มักจะอยู่โยงอาศัยนอนรมถนนเพี่อรอตรวจปรู๊ฟหน้าแท่นอยู่เกือบจะประจำก็ว่าได้ ที่เป็นเข่นนี้เพราะเรื่องลันมักจะมาล่า หรือบางทีเรื่องยาวต่อเนื่องก็มาล่าด้วยเหมือนกัน “เดลิเมล์-รายปักษ์” ขายดีไม่เท่า “เบื้องหลังข่าว” อนาคตจึงคาดหวังไม่ได้คุณสนิทเองก็ได้ทายาทคนแรกในตอนกลางปี ๒๕๙๖ หลังการแต่งงานได้ปีเศษ คุณเสริมศรีจึงวางมือจากการเป็นนักข่าว หันมาเป็นนักเขียน ซึ่งมักจะเป็นเรื่องแปลเป็นล่วนใหญ่ นามปากกา “สนทะเล” ยังไม่เกิดการมีทายาทเป็นชายที่เราเรียกกันเล่นๆ ว่า “เจี๊ยบ” ทำให้ผมคิดว่าน่าจะขยับขยายจากที่อยู่ร่วมกับคุณสนิทได้แล้ว เพราะจะต้องมีคนมาช่วยคุณเสรีมศรีเลี้ยงลูกด้วย ผมมีเวลาว่างบ้างจึงสอดส่องหาบ้านเข่าซึ่งไปพบบ้านเข่าอยู่ใกล้โรงเรียนแห่งหนึ่งฝังธนบุรีบังเอิญคุณทองพันธุ สุวรรณทัต ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ให้คุณสนิทได้ปลูกเรือนหอและอยู่ภายในรั้วรอบขอบชิดเดียวกัน คุณทองพันธุเป็นผู้จัดการโรงพิมพ์นครสารที่ทั้งคุณสนิทและคุณเสริมศรีสนิทชิดชอบกันเอื้อเฟ้อให้ปลูกเรือนหอ และเมื่อผมเข้าไปอยู่ในชายคาบ้านคุณสนิทก็ชอบพอกันคุณทองพันธุจึงบอกผมว่า อย่าไปเข่าบ้านเลย “อยู่ด้วยกันที่นื่แหละ” คุณทองพันธุบอก ผมก็อึกอักเหมือนกัน แต่คุณทองพันธุ้ไม่สนใจจัดแจงต่อเรือนไม้ชั้นบน (เป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง โดยชั้นล่างเป็นที่เก็บของจิปาถะ) ในล่วนที่เป็นซานออกไปทางด้านหลังเป็นพื้นเดียวกับซานเรือนเดิมแล้วกั้นเป็นห้องนอนให้ ประตูห้องเปิดอีกด้านหนึ่งซึ่งทะลุออกมาเป็นชานและต่อไปเป็นครัวบ้านนี้มีบันไดขึ้นทางด้านหน้าและบันไดขึ้นด้านหลัง กำจัดหนูอย่างไรดี  ถ้าผมจะลงด้านหน้าก็จะต้องเดินผ่านชานหน้า ถ้าจะออกหรือเข้าทางด้านหลังก็เดินออกไปได้  ถนนหน้าบ้านจะว่าไปก็คือถนนซอยที่เป็นดิน เวลาที่ฝนตกก็จะเละเทะเลอะเทอะน่าดูชมทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นซอยคนเดิน ต่อออกไปคือคลองซึ่งมีนํ้าในคลองพอประมาณ ไม่ทราบเหมือนกันว่าทางนี้าไหลเข้าออกไปสู่คลองอะไร แต่ถ้าใช้เรือข้ามฟากฝังตรงข้ามก็คือสวนลุมพินีนั่นเองซอยนี้มีชื่อว่าสารสินที่ทะลุถนนราชปรารภ และอีกทางหนึ่งคือถนนวิทยุปัจจุบันคลองถูกถมแล้ว ขยายซอยออกเป็นถนนเรียบร้อยไปแล้วไม่มี*นา'ในคลอง'ให้เห็น ไม่ต้องเดินยํ่าดินโคลนเมื่อฝนตกลงมาจนรองเท้าที่สวมใส่จะหนาเตอะไปด้วยดินโคลนและที่ดินที่เคยอยู่ก็มีการเซ้งให้ผู้อื่นเอาไปดำเนินการปลูกอาคารขึ้นมาให้เช่า ที่ดินส่วนนี้เป็นที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตรีย์ความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในทุกวิถีชีวิตไม่เว้นแม้แต่ในทางการเมืองหรือการบริหารต่างๆ ของประเทศ จอมพล ป. พิบูลสงครามเดินทางรอบโลกหลังวันเกิด (ear กรกฎาคม ๒ร!๙๖) แล้วกลับมาแสดงออกถึงวิลัยทัศน์ใหม่ ความเปลี่ยนแปลงที่ผมคิดว่าคงจะไม่อยู่ในความทรงจำลักเท่าไหร่จอมพล ป.หันเข้าหาสื่อมวลชนคือหนังสือพิมพ์ด้วยการเปิดให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกิจจะลักษณะจอมพล ป.จะนั่งเป็นสง่าอยู่ด้านหน้า แถวหลังจะเป็นอธิบดีกรมโฆษณาการและรัฐมนตรีบางกระทรวง จากเก้าอี้ที่นายกรัฐมนตรีนั่งห่างพอสมควรจะเป็นเก้าอี้นั่งของนักข่าว มีไมโครโฟนตั้งอยู่หนึ่งตัวสำหรับใช้ตั้งคำถาม นายกรัฐมนตรีแต่งกายสง่าเหมือนเคยคือแต่งสูทสีขาว  เครื่องไล่หนูบนฝ้า มีรอยยิ้มละไมคงจะช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นผมไม่มืโอกาสได้เข้าไปนั่งซักถามหรือรับฟังการแถลง คุณสมบูรณ์วิริยศิริ บรรณาธิการของเราเป็นผู้ไปนั่งเก้าอี้ “มืท เดอะ เพรส” ครั้งแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ be สิงหาคม ๒<r๙๖ ประเด็นสำคัญในวันนั้นคือรัฐบาลอนุญาตให้มีการเปิด “ไฮด์ปาร์ก” วิพากษํวิจารณ์รัฐบาลได้อย่างเสรีรัฐบาลในยุคนั้นไม่ค่อยจะมีการให้สัมภาษณ์แบบล้อมหน้าล้อมหลังอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน เฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีด้วยแล้วการที่จะเอาไมโครโฟนไปจ่อปากพร้อมป้อนคำถามนั้นคงไม่มีใครคิดว่าเป็นไปได้นักข่าวที่หาข่าวการเมืองจึงมักต้องไปเดินท่อมๆ แถวมหาดไทยหรือกระทรวงพาณิชย์ ปัญหาเรื่องข้าวหรือเกษตรฯ กลาโหม เรื่องสาธารณสุข หรือกระทรวงศึกษาธิการน่าจะกล่าวได้ว่า ใครจะทำอะไรก็ทำไป ข่าวลารแทบจะไม่ปรากฏ  บ่อยนัก และนายกรัฐมนตรีก็จะไฝรับรู้หรือแถลงถึงการบริหารงานของกระทรวงที่ท่านไม่ได้สวมหมวกอีกใบ ซึ่งมักจะเป็นกลาโหม

 

อันเป็นกระทรวงกำลังหลักที่สำคัญที่ลุดในยุคนั้นเมื่อจอมพล ป. “มีท เดอะ เพรส” แถมอนุญาตให้เปิดไฮด์ปาร์กวิจารณ์รัฐบาลได้ จะว่าไปก็มีนักการเมืองหลายคนเหมือนกันที่เปิดไฮด์ปาร์กโดยใช้สนามหลวงเป็นสถานที่ มีการตั้งไมโครโฟนขนาดธรรมดาพร้อมขยายเสียงด้วยสำโพงที่ไม่ใหญ่โตอะไรนักระหว่างไฮด์ปาร์กจะมืนายตำรวจนอกเครื่องแบบมาลังเกตการณ์ซึ่งอาจจะเก็บข้อใหญ่ใจความที่พูดไปรายงานหรือไม่นั้นก็สุดรู้ได้เรื่องของการ “มีท เดอะ เพรส’’ นี้ ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะเดือนละหนึ่งครั้งเท่านั้น“เดลิเมล์รายวัน” อันเป็นสนามแรกที่เป็นเรื่องเป็นราวหรือทำให้เป็นตัวเป็นตนสำหรับผมก็มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ก่อนหน้าที่คุณสนิทลาออกมีนักข่าวก้าวเข้ามาไม่น้อยการทำหน้าที่เป็นผู้พิสูจน์อักษรหรือยุคนั้นจะเรียกว่า พนักงานตรวจปรู๊ฟ ของคุณสาร บรรดาศักดิ้ ก็ขยับก้าวขึ้นมาเป็นนักข่าวที่มีผีเมือทีเดียวมี คุณสว่างวงต์ กรีบุตร นักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่เข้ามา มี สมบุญอมรปัญญา มี กิตติ สุคนธายนต์การทำงาน “เบื้องหลังข่าว” ในนาม “เดลิเมล์” ของคุณสนิทกับผม แถมมีรายปักษ์เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งฉบับ จะว่าไปก็ไม่มีอะไรต้องหนักใจหนังสือที่เกี่ยวกับ “เบื้องหลังข่าว” นี้ ค่ายสีลมเป็นผู้ออกมาวางตลาดก่อนใครอื่น “พิมพ์ไทยเบื้องหลังข่าว” วิธีไล่หนู  ผู้รับผิดชอบในส่วนนี้ก็คือ“พี่อีศรี” หรือคุณอิศรา อมันตกุล นั่นเองเท่ากับว่า เดลิเมล์กับพิมพ์ไทยมีการแข่งขันกันทั้งรายวันและรายเดือน ส่วนนิตยสารอื่นของค่ายสีลมอีกหลายฉบับไม่มีใครต่อกรด้วย“เดลิเมล์วันจันทร์” ภายใต้การดำเนินงานของคุณมานิต ศรีสาครเจ้าของนามปากกา “สีน้ำ” ตอบจดหมายผู้อ่าน ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ติดอกติดใจผู้อ่าน เป็นนิตยสารที่บินเดี่ยวและบินโลดก็ว่าได้คุณสุภัทรอยู่ที่ตรงนั้นไม่นานนักก็ลาออกและไปอยู่กับนิตยสารอื่นซึ่งเป็นที่รู้จักกันไม่น้อย คุณวิจิตร คุณาวุฒิ นัยว่าไปนั่งที่ “ปิยมิตร”นิตยสารที่มี “นายทำดี มีเรือช่วย” เป็นบรรณาธิการ ซึ่งชื่อที่แท้จริงแล้วคือนายสุธรรม์ นาวานุเคราะห์ ผู้เป็นเพื่อนสนิทที่ฃอเรียก1ว่า “เข้าไล้” กันกับคุณวิจิตรก็ว่าได้ที่นั่น เมื่อผมแวะเวียนไปเยี่ยมหรือพบคุณวิจิตรทำให้ผมได้รู้จักคุณศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ นักเขียนผู้โด่งดังในสมัยนั้นด้วย  ในส่วนที่เกี่ยวกับหนังสือพิมพ์รายวัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าสำคัญก็ได้ นั่นคือการขยายคอลัมน์บนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปกติจะจัดแบ่งออกเป็น ๗ คอลัมน์มานานนักหนาแล้ว เพิงจะมาขยายเพิ่มเป็น ๕ คอลัมน์ ตั้งแต่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๙๗ และขอขึ้นราคาขายเป็นฉบับละหนึ่งบาท (ก่อนหน้านี้คือราวกลางปี ๒๕๙๕ ขึ้นจากห้าสิบสตางค์เป็นเจ็ดสิบห้าสตางค์) ราคาใหม่นี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๙๗เป็นต้นไปการขยายออกเป็นแปดคอลัมน์นั้นขนาดของกระดาษก็มิได้ขยายกว้างหรือยาวขึ้นกว่าเก่า เพียงแต่ “บีบอก” ให้แคบเข้ามาอีกหน่อยแล้วบีบเนื้อที่ของแต่ละคอลัมน์ซึ่งถ้าจำไม่ผิด

 

คอลัมน์มีความกว้าง ๕.๕ เซนติเมตร ก็สามารถทำให้เป็นแปดคอลัมน์ได้ ดูเหมือนร่นแล้วหนึ่งคอลัมน์เหลือราวๆ ๕ เซนติเมตรการทำเป็นแปดคอลัมน์ประโยชน์ที่ได้โดยตรงคือ  วงจรคลื่นไล่หนู การคิดค่าโฆษณาที่เอาความสูงคูณกับขนาดคอลัมน์ เช่น ใช้เนื้อที่สองคอลัมน์ สูงหนึ่งนิ้วเท่ากับสองคอลัมน์-นิ้ว คูณด้วยอัตราค่าโฆษณาที่กำหนดไว้เป็นคอลัมน์-นิ้วละเท่าไหร่...เรียกว่าได้เงินเพิ่มนั่นแหละในเดือนกัดมาคือมีนาคม รายการ “มีท เดอะ เพรส” ยังอยู่ วันที่๙ มีนาคม ๒๕๙๗ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีแต่งสูทสืขาวเนคไทเขียว ที่กระเป๋าซ้ายของเสื้อนอกแลบด้วยผ้าเช็ดหน้ามีลายเล็กๆมีนักข่าวไปนั่งเก้าอี้ไม่กี่คน จอมพล ป.ก็เลยถือโอกาสบอกว่าไม่มีเรื่องสำคัญที่จะแถลง ขอทำหน้าที่เป็นผู้ตอบปัญหาหรือคำถามก็แล้วกันจะว่าไป ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็มาถึงห้องแถลงล่ากว่ากำหนดถึงครึ่งชั่วโมง คือกำหนดเวลา ๑๐.๐๐ น. แต่มาถึงเวลา ๑๐.๓๐ น. รายการ“มีท เตอะ เพรส” จึงลดความน่าสนใจไปหาความกร่อยลงทุกทีและเลิกไปในที่สุด%>ไม่ทราบเหมือนกันว่ารายการ “มีท เดอะ เพรส” ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะมาแนวเดียวกันหรือไม่เทียงแต่ “มีท เดอะ เพรส” แล้ว ฯพณฯ ก็ยังให้ล้มภาษณ์แบบรุมล้อมเหมือนเดิมปี ๒๔๙๗ นี้ต้องถือว่าเป็นจุดหักเหไม่น้อยเลยของ “ค่ายสี่พระยา”เพราะได้มีการเจรจากันระหว่างนายแสง เหตระกูล กับคุณสนิท เอกชัยที่จะให้เข้ามานั่งทำหน้าที่แทนคุณสมบูรณ์วิรียศิริ ซึ่งมีผลงาน1โม่เข้าตาและทำท่าจะลดลงด้วยชํ้าความเป็นเพื่อนที่รักใคร่กันไม่น้อยทำให้คุณสนิทต่อรองขอให้คุณสวัสดิ้ ตัณฑสุทธี้ บรรณาธิการข่าวต่างประเทศรับหน้าที่บรรณาธิการแทนโดยคุณสนิทจะทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการมีการเจรจากันต่อเนื่องจนกระทั่งเป็นที่ตกลงกันได้ในเดือนกรกฎาคม๒<r๙๗ ป้ายซื่อที่แสดงตำแหน่งบรรณาธิการและหัวหน้ากองบรรณาธิการปรากฏในวันที, ๖ กรกฎาคม...ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจึงเกิดขึ้นกับ “เดลิเมล์รายวัน”เฉพาะอย่างยิ่งในหน้า <t มีคอลัมน์ “ศาลาสารพัดนึก” ที่ควบคุมโดย“ทินกร ลดศรี” กำหนดเปิดศาลาในวันที่ ๑๑ กรกฎาคมการพ้นหน้าที่ของคุณสมบูรณ์นั้นยังคงปรากฏซื่อเป็นที่ปรึกษาอยู่นักข่าวเกือบทั้งหมดไม่มีผูใดลาออก มีการปรับรูปแบบการเขียนข่าวสำคัญประจำวันด้วยการให้ “หัวตอน” โดยใช้ประเด็นในเนื้อข่าวส่วนนั้นขึ้นมาเป็นตัวพิเศษ (ใช้ตัวกลางหนา) ก่อน แล้วจึงเป็นเนื้อหาของข่าว ฉะนั้นจะมี “หัวตอน” เป็นระยะๆ ไปจนจบข่าวนั้นคอลัมน์ “มุมกลับ” ที่มืมาแต่แรกเริ่มได้เปลี่ยนไปเป็น “จี้เล้น” ในหน้าสามที่มีการเสนอข่าวที่เก็บมาช่วงเช้าและข่าวต่างจังหวัด ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือน “น้าหอม” จะรับภาระ

 

 

เครื่องไล่หนู

Write a comment

Comments: 1